หน้าหลัก

การประเมินสภาพผู้ป่วย
ที่ควรได้รับการดูดเสมหะ

การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล

ภาวะแทรกซ้อน

ประเมินผลการดูดเสมหะ

สรุป

การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล

       4.1.11 กรณีผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอชนิดพลาสติกที่มีกระเปาะลูกโป่ง เตรียม syringe ปราศจากเชื้อขนาด 5-10 ซีซี. 1 เครื่อง เพื่อเอาลมออกก่อนดูดเสมหะ และใส่ลมเข้ากระเปาะขนาดเหมาะสม หลังดูดเสมหะ
       4.1.12 กรณีต้องการทำความสะอาดท่อหลอดลมคอชั้นใน ( inner tube) ให้เตรียมชามรูปไต 1 ใบ
       4.1.13 กรณีทำความสะอาดแผลผ่าท่อหลอดลม เตรียมอุปกรณ์ดังนี้
ก. ชุดทำแผลปราศจากเชื้อ 1 ชุด ภายในประกอบด้วยสำลี ไม้พันสำลี ผ้าก๊อซตัดเป็นรูปตัววาย ถ้วยเล็กสำหรับใส่น้ำยาทำความสะอาดแผล 2 ถ้วย ปากคีบ 2 อัน ( มีเขี้ยว 1 อัน ไม่มีเขี้ยว 1 อัน)
ข. Alcohol 70 % 1 ขวด
ค. Normal Saline 0.9% 1 ขวด หรือ Sod. Bicarbonate 2.5% 1 ขวด
ง. ชามรูปไต หรือถุงพลาสติกสำหรับใส่สิ่งของใช้แล้ว 1 ใบ
จ. ปลาสเตอร์ปิดแผล
ฉ. ถุงมือ disposable 1 คู่

      4.1.14 กรณีแถบที่ผูกท่อหลอดลมคอชั้นนอกคอสกปรกหรือเสมหะติดจนแห้งแข็งหรืออย่างน้อยเปลี่ยนสัปดาห์ละครั้ง ให้เตรียมแถบผ้าผูกคอโดยใช้กรรไกรตัดแถบผ้าผูกคอเป็น 2 เส้นก่อนตัดแต่ละเส้นให้ทบผ้าเป็น 2 ชิ้นให้เส้นหนึ่งยาวกว่าอีกเส้นหนึ่งเพราะหลังผูกคอปมจะได้ไม่อยู่หลังคอผู้ป่วย ทำให้เกิดความรำคาญและให้มีชายแถบผ้าเหลือพอประมาณ
      4.1.15 กรณีต้องการเก็บเสมหะ เตรียมขวดเก็บเสมหะปลอดเชื้อด้วย

5. ปฏิบัติการพยาบาลดูดเสมหะตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี ดังนี้

  5.1 ประเมินเสียงหายใจของผู้ป่วยโดยใช้การฟังเสียงด้วยหู หรือ stethoscope เพื่อประเมินปริมาณของเสมหะในทางเดินหายใจ
  5.2 บอกผู้ป่วยให้ทราบเพื่อลดความวิตกกังวล และให้ความร่วมมือในการพยาบาล
  5.3 จัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสม
  5.4 ใช้สำลีชุบ alcohol 70% เช็ดบริเวณปลายหลอดแก้วรูปตัววายที่ต่อจากสายดูดเสมหะ และวางไม่ให้สายถูก contaminate ป้องกันการติดเชื้อ
  5.6 เตรียมสายยางพร้อมใช้งานอย่างถูกวิธี aseptic technique โดยใช้มือฉีกตามรอยปรุของถุงหุ้มพลาสติกชั้นนอก อย่าให้โดนถุงหุ้มชั้นใน วางพาดไม่ให้ถุงหุ้มด้านในถูก contaminate
5.7 หยิบสายไม่ให้ contaminate โดยมือข้างถนัด สวมถุงมือสะอาดปราศจากเชื้อ มืออีกข้างจับถุงพลาสติกด้านนอกที่หุ้มสายยาง ใช้มือข้างที่สวมถุงมือหยิบถุงพลาสติกด้านในออกจากนั้นใช้มืออีกข้างช่วยจับถุงพลาสติกด้านในเพื่อฉีกถุง และใช้มือข้างที่สวมถุงมือปราศจากเชื้อค่อยๆหยิบสายยางออกให้พ้นถุงและรวบปลายสายไว้ในมือ จากนั้นใช้มือข้างที่ไม่ได้สวมถุงมือจับสายที่ต่อกับเครื่องดูดเสมหะ มือข้างที่สวมถุงมือจับปลายสายดูดเสมหะต่อเข้ากับสายจากเครื่อง ระวังไม่ให้สายดูดเสมหะ contaminated ใช้มือที่ไม่สวมถุงมือเปิดเครื่องดูดเสมหะปรับให้ได้แรงดันที่เหมาะสม กรณีสวมถุงมือทั้งสองข้าง ยึดหลัก aseptic technique
  5.8 ใช้หลัก aseptic technique สอดสายยางดูดเสมหะผ่านเข้าช่องทางเดินหายใจที่ต้องการดูดเสมหะ ดังนี้
     5.8.1 กรณีผ่านเข้าท่อหลอดลมหรือท่อเจาะหลอดลมคอ ห้ามใส่ขณะผู้ป่วยกำลังกลืนเพราะสายยางดูดเสมหะอาจเข้าหลอดอาหาร สอดสายดูดเสมหะอย่างรวดเร็ว นุ่มนวล ถ้าสายจากเครื่องมีหลอดแก้วรูปตัววาย ( Y) หรือท่อพลาสติกขณะใส่สายไม่ปิดปลายหลอดแก้วรูปตัววายหรือท่อพลาสติก ถ้าสายที่ต่อจากเครื่องเป็นชนิดไม่มีแรงดูดสุญญากาศขณะใส่สายยางหักหรือพบสายด้วย โดยปกติใส่สายลึกถึงระดับ carina แล้วดึงสายขึ้นมา 1 เซนติเมตร ผู้ป่วยที่มีเสมหะในปอดมากอาจใส่ลึกถึงหลอดลมแยกแต่ต้องจัดท่าผู้ป่วยให้สัมพันธ์กับข้างที่เสมหะค้างในปอด จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่ากึ่งนั่ง กึ่งนอน ท่านั่ง ( fowler's position) หันหน้าไปทางทิศตรงข้ามกับหลอดลมข้างที่ใส่สายดูดเสมหะ ใส่สายเข้าไปลึกประมาณ 15- 20 ซม.
      5.8.2 กรณีผ่านช่องจมูก ( nasopharynx) เพื่อดูดเสมหะออกจากช่องทางเดินหายใจส่วนบน โดยกะระยะความยาวของสายจากปลายจมูกถึงติ่งหูหรือประมาณ 13 ซม.ในผู้ใหญ่ 8-12 ซม.ในเด็กโต 4-8 ซม.ในเด็กเล็ก ใช้นิ้วมือข้างสวมถุงมือทำเครื่องหมายไว้ หล่อลื่นสายด้วยน้ำกลั่นหรือน้ำเกลือปลอดเชื้อก่อนเพื่อลดการระคายเคืองช่องจมูกและสอดสายได้สะดวก สอดสายขณะหายใจเข้าให้ชิดผนังจมูกด้านล่างป้องกันการชน nasal turbinates
      5.8.3 กรณีผ่านทางปาก ( oropharynx) สอดสายดุดเสมหะเข้าทางข้างๆปากจนถึง oropharynx เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยขย้อน (gaging) สอดสายเข้าไปลึก 10 ซม.
5.9 เริ่มดูดเสมหะโดยใช้นิ้วหัวแม่มือข้างที่ไม่สวมถุงมือปิดปลายหลอดแก้วรูปตัววายหรือท่อพลาสติก ถ้าเป็นชนิดไม่มีแรงดูดสุญญากาศปล่อยมือที่หักหรือพับสาย ขณะเดียวกันมือข้างสวมถุงมือหมุนสายยางลักษณะ 360 องศา ขณะค่อยๆดึงสายยางขึ้นเพื่อให้การดูดเสมหะมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้เวลาในการดูดแต่ละครั้งอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปอดขาดก๊าซออกซิเจน เนื่องจากการดูดใช้ความดันลบ
   5.10 กรณียังมีเสมหะค้าง ก่อนดูดเสมหะให้ปฏิบัติ ดังนี้
      5.10.1 เว้นระยะให้ผู้ป่วยหายใจ 3-5 ครั้ง หรือ 2-3 นาที ในรายที่ได้รับออกซิเจนต้องให้ก๊าซออกซิเจนระหว่างพักการดูดเสมหะ
      5.10.2 ในแต่ละครั้งไม่ควรดูดเสมหะเกิน 3 ครั้ง หรือไม่เกิน 5 นาที
   5.11 ขณะดูดเสมหะ สังเกต สี ลักษณะ จำนวน ของเสมหะ และอาการแสดงของผู้ป่วย เช่น อาการ กระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเขียว เป็นต้น
   5.12 กรณีผู้ป่วยเสมหะเหนียว ช่วยละลายเสมหะโดยใช้น้ำเกลือ NNS ที่เตรียมไว้ โดยปลดเข็มออกจาก syringe หยดน้ำเกลือ NNS ปราศจากเชื้อลงในท่อหลอดลมคอ ก่อนการดูดเสมหะจะช่วยลดความเหนียวของเสมหะ ทำให้ดูดออกได้ง่าย โดยหยดประมาณ 2-5 ซีซี. ในผู้ใหญ่ และ 0.5-1 ซีซี. ในเด็ก
   5.13 หลังเลิกดูดเสมหะ ล้างสายเครื่องดูดเสมหะเพื่อไม่ให้เสมหะอุดตันสายยางและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคโดยวิธีดูดน้ำสะอาดในขวดที่เตรียมไว้ จากนั้นปิดเครื่องดูด ปลดสายยางและถอดถุงมืออย่างถูกวิธี ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
   5.14 เช็ดทำความสะอาดหลอดแก้วรูปตัววายหรือท่อพลาสติก ด้วยสำลีชุบ alcohol 70%
   5.15 กรณีถอดท่อหลอดลมคอชั้นในออกทำความสะอาดใส่ชามรูปไต ล้างด้วยผงซักฟอกให้สะอาดและต้มให้เดือดนาน 30 นาที หลังจากสะอาดปราศจากเชื้อ และเย็นแล้วให้นำมาใส่อย่างถูกต้องล๊อกให้เรียบร้อยกันหลุด 5.16 ถ้าต้องการเก็บเสมหะเพื่อส่งตรวจเพาะเชื้อ ต่อสายดูดเสมหะเข้ากับสายยางของหลอดเก็บเสมหะ สวมสายต่อจากเครื่องดูดเสมหะเข้ากับท่ออากาศของหลอดเก็บเสมหะ ปลดสายดูดเสมหะและสายต่อจากเครื่องดูดเสมหะออกจากหลอดเก็บเสมหะ เอาปลายสายยางของหลอดเก็บเสมหะสวมเข้ากับท่ออากาศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
   5.17 บันทึกในแผ่นบันทึกการพยาบาลเกี่ยวกับอาการและอาการแสดงผู้ป่วย จำนวน สี กลิ่นเสมหะ

<<Back