<index>


วิธีการสวนปัสสาวะ   
    

    กระบวนการขับถ่ายปัสสาวะ

    การประเมินสภาพเกี่ยวกับ
    การขับถ่ายปัสสาวะ

    ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายปัสสาวะ
    ในภาวะปกต

    การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการขับถ่าย
    ปัสสาวะที่พบบ่อย

    การพยาบาลในการสร้าเสริมสุขภาพ
    และหน้าที่การทำงานในการขับถ่าย
     ปัสสาวะ

    การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการสวน
     ปัสสาวะ

    การประเมินสภาพผู้ป่วยก่อน
    การสวนปัสสาวะ

    วิธีการสวนปัสสาวะ

    การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการ
    สวนคาสายสวนปัสสาวะ

    การพยาบาลผู้ป่วยหลังถอดสาย
     สวนปัสสาวะออก

    การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อระบาย
     ปัสสาวะ































































































































































































































 

         1.วิธีการสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว (Intermittent catheterization)
มีวิธีปฏิบัติดังนี้
1. ตรวจสอบชื่อ-สกุลผู้ป่วยและชนิดของการสวนปัสสาวะจากคำสั่งการรักษา เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์
ให้ถูกต้องและเหมาะสม
2. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความจำเป็นในการสวนปัสสาวะ และวิธีการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยขณะสวน
ปัสสาวะ เพื่อช่วยลดความกลัว ความวิตกกังวลและได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วย
3. ประเมินสภาพผ้ป่วยก่อนการสวนปัสสาวะเพื่อประเมินความสามารถของผู้ป่วยในการจัดท่านอน
สำหรับสวนปัสสาวะ
4. ล้างมือให้สะอาด เพื่อลดโอกาสเกิดกานเเพร่กระจายเชื้อ
5. จัดเตรียมเครื่องใช้มาวางที่เตียงผู้ป่วยเพื่อความพร้อมในการสวนปัสสาวะ
6. ปิดประตูหรือกั้นม่านให้มิดชิด เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยผู้ป่วย
7. จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ โดยใช้โคมไฟหรือไฟฉายส่องไปที่อวัยวะสืบพันธุ์ เพื่อให้สามารถมองเห็น
รูเปิดของท่อปัสสาวะ
8. ผู้ทำยืนข้างเตียงผ้ป่วยข้างทีตนถนัด เช่น ผู้ที่ถนัดมือขวาควรเข้าข้างขวาของผู้ป่วย ผู้ที่ถนัดมือช้าย
ควรเข้าข้างช้าย ผู้ป่วย
9. จัดท่าที่ใช้ในการสวนปัสสาวะให้ เหมาะสมเพื่อให้สามารถมองเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะได้ชัดเจน
9.1 ในผู้0ป่วยหญิง จัดให้อยู่ในท่านอนหงายชันเข่า (Dorsal recumbent position) ปิดตา
ห่มผ้า ถอดผ้านุ่ง จัดผ้าคลุม เปิดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก (drape) การชันเข่าควรบอกผู้ป่วย
ให้วางส้นเท้าซิดก้น เท้าทั้งสองข้างห่างกันประมาณ 2 ฟุต การคลุมผ้าช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกเป็นเป็นส่วนตัว
9.2 ในผู้ป่วยชายจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย (Dorsal position) ปิดตา ถอดกางเกง จัดผ้าห่มคลุมส่วนบนของ
ร่างกายจนถงหัวหน่าว และใช้ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ คลุมตั้งแต่องคชาตลงมาเปิดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
10. ชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาดเพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์ทีอาจปนเป็้อนติดสายสวนปัสสาวะเข้าไปใน
กระเพาะปัสสาวะขณะสอดใส่สายสวน
11.ล้างมือให้สะอาด เพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์บนมือของผู้ทำเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
12.นำชุดสวนปัสสาวะ วางไว้ระหว่างขาของผู้ป่วย ใกล้กับอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเปิดผ้าห่อออกทั้ง 4 มุม และเตรียม
อุปกรณ์เหล่านี้ ด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ เพื่อให้มีพื้นที่สะอาดไม่เกิดการปนเปื้อน

              

12.1 เทน้ำยาระงับเชื้อลงบนสำลีในชามกลมพอให้สำลีเปียกชุ่ม
12.2 บีบสารหลอลื่นลงบนก๊อชในชามรูปไต
13. ใส่ถุงมีอด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ เพื่อให้มือผู้ทำสะอาดปราศจากเชี้อ สามารถหยิบจับของสะอาดปราศจากเชื้อได้
14. คลี่ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางคลุมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้ช่องเจาะกลางอยู่บริเวณ
อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ
15.หยิบสายสวนปัสสาวะ เลือกขนาดให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ทาปลายสายสวนปัสสาวะด้วยสารหล่อลื่นในผ้หญิงยาว 1-2 นิ้ว
ในผู้ชายยาว 6-7 นิ้ว (ระวังอุดรูที่ปลายสายสวนปัสสาวะ) วางไว้ในชามรูปไต สารหล่อลื่นช่วยลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บ
บริเวณท่อปัสสาวะ
16.หยิบชามกลมใบว่าง (สำหรับใส่สำลีที่ใช้แล้ว) วางไว้ใกล้ผู้ป่วยและชามกลมใบที่มีสำลีวางถัดออกมา เพื่อไม่เกิดการ
ข้ามกรายของสะอาดขณะทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
17.ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกโดยใช้ปากคีบ
17.1ในผู้ป่วยหญิง เมื่อทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกจนถีงแคมในใช้นิ้วมือข้างที่
แหวกแนวในให้กว้างและยกขึ้นจะเห็นรูปเปิดของท่อปัสสาวะได้ชัดเจน แล้วใช้สำลีเช็ดตรงรูเปิดของท่อปัสสาวะ แหวกค้าง
ไว้จนกระทั่งสอดสายสวนปัสสาวะ และมีน้ำปัสสาวะไหลออกมา อย่าลืมว่า มือทีใช้แหวกแคมในนี้ไม่ปลอดเชื้ออีกต่อไป
เพื่อระวังไม่ให้เกิดการปนเปื้อนเครี่องใช้ที่ปลอดเชื้อ

                                               

17.2ในผู้ป่วยชาย ใช้มือข้าที่ไม่ถนัดจับองคชาตตั้งขึ้นทำมุม 90 องศ กับร่างกาย กรณีไม่ได้ขลิบหนังหุ่มปลายองคชาต
(circumcision)ให้รูดหนังหุ้มปลายองชาตลงมาและจับทำมุม 90 องศาค้างไว้จนกว่าจะสอดสายสวนปัสสาวะ และมี
ปัสสาวะไหลออก การจับองคชาตตั้งขึ้น 90 องศาเพื่อทำให้ท่อปัสสาวะเป็นแนวตรง สามารถสวนปัสสาวะได้งายใช้มือ
ข้างที่ไม่ถนัดเช็ดบริเวณองคชาตโดยใช้ปากคีบคีบสำลีทีละก้อน เช็ดบริเวณรูเปิดของท่อปัสสาวะเช็ดวนออกมาด้านนอก
แล้วเช็ดจากปลายองคชาตลงมาที่ฐานองคชาต 3-4 ครั้ง จนรอบองคชาตการเช็ดแต่ละครั้งให้ใช้สำลี ก้อนใหม่ และไม่
เช็ดย้อนกลับไป-มา
18.ใช้ปากคีบเลื่อนชามกลมทั้งสองออกห่างจากก้นผู้ป่วย วางปากคีบลงในชามกลม ไม่ใช้มือข้างทีถนัดเลื่อนชามกลมที่แล้ว
เพื่อให้ถุงมีอคงความปลอดเชื้อ
19.ยกชามรูปไตใบที่ใส่สายปัสสาวะวางไว้บริเวณใกล้ตัวผู้ป่วย
20.ใช้มือข้างที่ถนัดจับสายสวนปัสสาวะ ปลายสายอีกข้างหนึ่งวางไว้ในตามรูปไต
21.บอกให้ผู้ป่วยหายใจยาวๆ ค่อยๆ สอดสายสวนปัสสาวะเข้าไปใน รูเปิดของท่อปัสสาวะ ในผู้ป่วยหญิงสอดลึกอย่างน้อย 2-3 นิ้ว
ผู้ชายสอดลึก 6-8 นิ้วหรือเกือบสึดสายสวน จนมีปัสสาวะไหลลงสู่ชามรูปไต แสดงว่าปลายสายอยู่ในกระเพาะปัสสาวะถ้าพบวา
มีแรงต้าน ไม่ใช่เเรงดันสายสวนปัสสาวะ ควรบอกให้ผู้ป่วยหายใจลึก ๆ ยาว ๆ แล้วหมุนสายสวนปัสสาวะอย่างเบามือขณะสอด

                           

ถ้าไม่มีนาปัสสาวะไหลออกมาภายใน 1-2 นาทีให้ตรวจสอบดูว่าปลายสายเข้าไปในช่องคลอตหรือไม่ถ้าใช่ให้ถอตสายสวนออก
และทำการสวนปัสสาวะใหม่ด้วยสายสวนปัสสาวะเส้นใหม่
22.ใช้มือที่แหวกแคมเล็ก หรือจับองคชาตเลื่อนมาจับสายสวนปัสสาวะไว้ให้อยู่กับที
23.ในกรณีต้องการเก็บปัสสวะส่งตรวจให้ใช้ขวดรองรับจากปลายสายสวนปัสสาวะขณะทีปล่อยให้ปัสสาวะไหลลงสู่ชามรูปไต
24. เมื่อปัสสาวะหยุดไหลแล้วใช้มือกดเบา ๆ บนผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางบริเวณเหนือหัวหน่าว

                           

จนแน่ใจว่าไม่มีปัสสาวะ เพื่อให้ ปัสสาวะไหลออกจนหมด
25. ค่อยๆ ดึงสายสวนปัสสาวะออกวางไว้ในชามรูปไตใบว่าง ในผู้ชาย จับองคชาตตั้งขึ้นทำมุม 90 องศากับร่างกายก่อนดึงสาย
สวนออก ขณะดึงออก ถ้ามีปัสสาวะไหลออกมา ให้จับสายสวนปัสสาวะค้างไว้ที่เดิม รอจนกระทั่งไม่มีปัสสาวะจึงดึงสายสวนออก
26. ซับบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้แห้ง
27. นำเครื่องใช้ออกจากเตียงผู้ป่วย ถอดถุงมีอ
28. จัดเสื้อผ้าและให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบายซักถามอาการผู้ป่วย เปิดประตูหรือม่าน
29. เก็บเครื่องใช้ไปทำความสะอาด
30. สังเกตลักษณะของปัสสาวะทีผิดปกติและตวงปัสสาวะทีได้จากการสวน
31.ถ้าเป็นกรณีเก็บปัสสาวะส่งตรวจ ส่งขวดปัสสาวะที่ติดสลากข้างขวด ชึ่งเขียนชื่อหอผู้ป่วย
ชื่อ-สกุลผู้ป่วย วัน เดือน ปี ที่ส่งตรวจพร้อมใบส่งตรวจ (request) ไปยังห้องปฏิบติการ

          2.วิธีการสวนคาสายสวนปัสสาวะ (Indwelling catheterization)
มีวิธีปฏิบัติดังนี้
1. ตรวจสอบชื่อ-สกุลผู้ป่วยและชนิดของการสวนปัสสาวะจากคำสั่งการรักษา เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ถูกต้องและเหมาะสม
2. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความจำเป็นในการสวนปัสสาวะ และวิธีการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยขณะสวนปัสสาวะ เพื่อช่วยลดความกลัว
ความวิตกกังวลและได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วย
3. ประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนการสวนปัสสาวะ เพื่อประเมินความสามารถของผู้ป่วยในการจัดท่านอนสำหรับสวนสวนปัสสาวะ
4. ล้างมือให้สะอาด เพื่อลดโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชี้อ
5. จัดเตรียมเครึ่องใช้มาวางที่เตียงผู้ป่วยเพิ่มความพร้อมในการสวนปัสสาวะ
6. ปิดประตูหรีอกั้นม่านให้มิดชิด เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยผู้ป่วย
7. จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ โดยโช้โคมไฟหรีอโฟฉายส่องไปทีอวัยวะสืบพันธุ์ เพื่อให้สามารถมองเห็นูรูปเปิดของท่อปัสสาวะ
8. ผู้ทำยืนข้างเตียงผู้ป่วยข้างที่ตนถนัด เช่น ผู้ที่ถนัดมือขวาควรเข้าข้างขวาของผู้ป่วย ผู้ที่ถนัดมือซ้ายควรเข้าข้างซ้ายของผู้ป่วย
9. จัดท่าที่ใช้ในการสวนปัสสาวะให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถมองเห็นูรูเปิดของท่อปัสสาวะได้
ชัดเจน
9.1 ในผู้ป่วยหญิง จัดให้อยู่ในท่านอนหงายชันเข่า (Dorsal recumbent position)ปิดตา
ห่มผ้า ถอดผ้านุ่ง จัดผ้าคลุม เปิดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก (drape)การชันเข่า ควรบอกผู้ป่วยให้วางส้นเท้าชิดกัน
เท้าทั้งสองข้างห่างกันประมาณ 2 ฟุต การคลุมผ้าช่วยให้ผู้ป่วยมีความูร้สึกเป็นส่วนตัว
9.2 ในผู้ป่วยชายจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย (Dorsal position) ปิดตา ถอดกางเกงจัดผ้าห่มคลุมส่วนบนของร่างกายจนถึงหัวหน่าว
และใช้ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่คลุมตั้งแต่องคชาตลงมา เปิดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก (drape)
10.ชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาดเพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์ที่อาจปนเปื้อนติดสายสวน
ปัสสาวะเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะขณะสอดใส่สายสวน
11. ล้างมือให้สะอาด เพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์บนมือของผู้ทำ เป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
12.นำชุดสวนปัสสาวะ วางไว้ระหว่างขาของ ผู้ป่วยใกล้กับอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเปิดผ้าห่อ ออกทั้ง 4 มุม ด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ
เพื่อให้มีพื้นที่สะอาดไม่เกิดการปนเปื้อนและกระทำกิจกรรม ต่อไปนี้ด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ
12.1 เทน้ำยาระงับเชื้อลงบนสำลี ในชามกลมพอให้สำลีเปียกชุ่ม
12.2 บีบสารหล่อลื่นลงบนก๊อซในชามรูปไต
12.3 ฉีกซองสายสวนปัลสาวะ วางไว์ในชุดสวนปัสสาวะ
13.ใส่ถุงมือด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ เพื่อให้มือผู้ทำการสวนปัสสาวะสะอาดปราศจากเชื้อ สามารถหยิบจับของสะอาดปราศจากเชื้อได้
l4.คลี่ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางคลุมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้ช่องเจาะกลางอยู่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ
15. หยิบสายสวนปัสสาวะ เลือกขนาดให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ทาปลายสายสวนปัสสาวะด้วยสารหล่อลื่นในผู้หญิงยาว 1-2 นิ้วในผู้ชายยาว
6-7 นิ้ว (ระวังอุดรูที่ปลายลายสวนปัสสาวะ) วางไว้ใน
ชามรูปไต สารหล่อลื่นช่วยลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บบริเวณท่อปัสสาวะ
16.หยิบชามกลมใบว่าง (สำหรับใส่สำลีที่ใช้แล้ว) วางไว้ใกล้ผู้ป่วยและชามกลมใบที่มีสำลีวาง
ถัดออกมา เพื่อไม่เกิดการข้ามกรายของสะอาดขณะทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
17.ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกโดยใช้ปากคีบ
17.1ในผุ้ป่วยหญิง เมื่อทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกจนถึงแคมใน ใช้นิ้วมือข้าง
ทีไม่ถนัดแหวกแคมในให้กว้างและยกขึ้นจะเห็นรูปเปิดของท่อปัสสาวะได้ชัดเจน แล้วใช้สำลีเช็ดตรงรูเปิดของท่อปัสสาวะ และแหวก
ค้างไว้จนกระทั่งสอดสายสวนปัสสาวะ และมีน้ำปัสสาวะไหลออกมา อย่าลืมว่ามือที่ใช้แหวกแคมในนี้ไม่ปลอดเชื้ออีกต่อไป เพื่อระวังมือ
สัมผัสทำให้เกิดการปนเปื้อนเครื่องใช้ทื่ปลอดเชื้อ
17.2ในผู้ป่วยชาย ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดจับองคชาตตั้งขึ้นทำมุม 90 กับร่างกายกรณีไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายองคชาต (circumcision)
ให้รูดหนังหุ้มปลายองคชาตลงมา และจับทำมุม 90 องศา ค้างไว้จนกว่าจะสอดสายสวนปัสสาวะ และมีปัสสาวะไหลออกมา การจับองคชาต
ตั้งขี้น 90 องศา เพื่อทำให้ท่อปัสสาวะเป็นแนวตรง สามารถสวนปัสสาวะได้ง่าย ใช้มือข้างที่ถนัดเช็ดบริเวณองคชาตโดยใช้ปากคีบคีบสำลี
ทีละก้อนเช็ดบริเวณรูเปิดของท่อปัสสาวะ เช็ดวนออกมาด้านนอกแล้วเช็ดจากปลายองคชาตลงมาทีฐานองคชาต 3-4 ครั้ง จนรอบองคชาต
การเช็ดแต่ละครั้งให้ใช้สำลีก้อนใหม่ และไม่เช็ดย้อนกลับไป-มา
18. ใช้ปากคีบเลื่อนชามกลมทั้งสองออกห่างจากก้นผู้ป่วย วางปากคีบลงในชามกลม ไม่ใช้มือข้างที่ถนัดเลี่อนชามกลมที่ใช้แล้ว เพื่อให้
ถุงมือคงความปลอดเชื้อ
19.ยกชามรูปไตใบที่สายปัสสาวะวางไว้บริเวณใกล้ตัวผู้ป่วย ๆ
20.ใช้มือข้างที่ถนัดจับสายสวนปัสสาวะ ปลายสายอีกข้างหนึ่งวางไว้ในชามรูปไต
21.บอกให้ผู้ป่วยหายใจยาว ๆ ค่อย ๆ สอดสายสวนปัสสาวะเข้าไปในรูเปิดของท่อปัสสาวะ ในผู้หญิงสอดลึกอย่างน้อย 2-3 นิ้ว ผู้ชายสอดลึก
6-8 นิ้ว หรือเกือบสุดสายจนมีปัสสาวะไหลลงสู่ชามรูปไต แสดงว่าปลายลายอยู่ในกระเพาะปัสสาวะถ้าพบว่ามีแรงต้าน ไม่ใช่เเรงดัน ควรบอกให้
ผู้ป่วยหายใจลึก ๆ ยาว ๆแล้วหมุนสายสวนปัสสาวะอย่างเบามือขณะสอด ถ้าไม่มีน้ำปัสสาวะไหลออกมาภายใน 1-2 นาทีให้ตรวจสอบดูว่า
ปลายลายเข้าไปในช่องคลอดหรีอไม่ ถ้าใช่ ให้ถอดสายสวนออกและทำการสวนปัสสาวะใหม่ด้วยสายสวนปัสสาวะเส้นใหม่
22.ใช้มือที่แหวกแคมเล็ก หรือจับองคชาตเลื่อนมาจับสายสวนปัสสาวะไว้ให้อยู่กับที่
23.ในกรณีต้องการเก็บปัสสาวะฟังตรวจ ให้ใช้ขวดรองรับจากปลายสายสวนปัสสาวะขณะที่ปล่อยให้ปัสสาวะไหลลงสู่ชามรูปไต
24. ภายหลังปัลสาวะไหลดี สอดสาย Foley catheter เข้าไปอีก 1 นิ้ว เพื่อให้แน่ว่าลูกโป่ง

                      

อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ ไม่อยู่ในท่อปัสสาวะ ป้องกัน
ภาวะเลือดออกเกิดจากท่อปัสสาวะแตก (rupture urethra) กรณีสอด Foley catheter ไม่พ้นท่อปัสสาวะ
25.ใส่น้ากลั่นเข้าทางหางที่เป็นแถบสี ของ Foley catheter ให้ลูกโป่งที่อยู่ภายในขยายตัว
(ปริมาณตามที่ระบุไว้ตรงปลายสาย catheter เช่น 5,30 มิลลิลิตร) ลูกโป่งควรมีขนาดพอเหมาะหากขนาดใหญ่มากเกินไปจะไปกดคอของ
กระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยเจ็บตึงหรือรำคาญ แต่ถ้าลูกโป่งขนาดน้อยเกินไปอาจหลุดจากกระเพาะปัสสาวะได้ ถ้าผู้ป่วยบ่นรำคาญหรือเจ็บปวด
ภายหลังใส่น้ำกลั่นให้ลูกโป่งขยายให้รีบเอาน้ำกลั่นออก เนื่องจากลูกโป่งอาจอยู่ในท่อปัสสาวะให้สอดลาย cathete เข้าไปอีก จนแน่ใจว่าลูกโป่ง
อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
26.ค่อยๆ ดัน Foley catheter เบา ๆ เพื่อลดการดึงรั้งของ Foley catheter บริเวณคอของกระเพาะปัสสาวะ
27.ต่อสายของถังเก็บปัสสาวะเข้ากับปลายของ Foley catheter ด้วยเทคนิกปลอดเชื้อ
28.ตรึงสาย Foley catheter ไว้กับหน้าขาของผู้ป่วยหญิง หน้าท้องน้อยหรือโคนขาของผู้ป่วยชายด้วยปลาสเตอร์ เพื่อป้องกันการดึงรั้งหรีอ
ระคายเคีองบริเวณท่อปัสสาวะจากการเลื่อนไปมาของสาย Foley catheter และในผู้ป่วยชายสามารถป้องกันสาย Foley catheter กดทับ
บริเวณองคชาตกับถุงอัณฑะ (peno-scrotalangle) จนเกิดเป็นฝี (abscess) ทะลุออกสู่ผิวหนังภายนอกหากปล่อยให้
องคชาตห้อยลงมา

                                                 

29.ตรึงสายของถังเก็บปัสสาวะไว้กับผ้า ปูที่นอนด้วยปลาสเตอร์
30.แขวนถุงเก็บปัสสาวะให้อยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ โดยแขวนไว้กับด้านข้างเตียงไม่ควรวางติดพื้น ต้องใช้ตัวหนีบหนีบสายยาง หรือ
หักพับให้แน่นก่อน เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของปัสสาวะเข้าสู่เพาะปัสสาวะ
31.เก็บเครื่องใช้ออกจากเตียงผู้ป่วย ถอดถุงมือ
32.จัดเสื้อผ้าและให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบายซักถามอาการผู้ป่วย เปิดประตูหรือม่าน
33.เก็บเครื่องใชกปทาความสะอาด
34.บันทึกการพยาบาลเกี่ยวกับการสวนปัสสาวะให้ครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลาที่สวน เหตุผลในการสวน ชนิดและขนาดของสาย
สวนปัสสาวะลักษณะสี กลิ่น จำนวนและสิ่งผิด
ปกติของปัสสาวะที่สวนได้

                                                 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการสวนปัสสาวะ
1. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Uninary tract infection) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ได้พบบ่อยคิดเป็นร้อยละ 40 ของการติดเชื้อใน
โรงพยาบาล (Acquired hospital inflection) โดยมีส่วนสัมพันธ์กับการสวนปัสสาวะ จากการศึกษาวิจัย พบว่าการสวนปัสสาวะทำให้มีโอกาส
เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ กล่าวคือ ถึงแม้ว่าการสวนปัสสาวะแต่ละครั้งจะทำอย่างถูกวิธีและใช้เทคนิคปลอดเชิ้อแล้ว ยังมีโอกาส
เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้อีกประมาณ ร้อยละ
1-3 คูนิน (Kunin ) กล่าวถึงผู้ป่วยที่ได้รับการสวนคาสายสวนปัสสาวะด้วยระบบปิดว่า มีทางเข้าของเชื้อแบคทีเรียสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้บริเวณ
รูเปิดของท่อปัสสาวะ ข้อต่อระหว่างสายสวนปัสสาวะกับถุงเก็บปัสสาวะ และรูเปิดของถุงเก็บปัสสาวะ ดังนั้นการสวนคาสายสวนปัสสาวะไว้มีโอกาสทำ
ให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นตามจำนวนวันที่สวนคาสายสวนไว้ ซึ่งป้จจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจากการสวนปัสสาวะอาจเกิดจากวิธีปฏิบติการพยาบาล ดังนี้
1.1 ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกไม่ดีพอ ทำให้เชื้อจากส่วนปลายของ ท่อปัสสาวะถูกดันเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะในขณะสวนปัสสาวะ
1.2 เลือกใช้สายสวนปัสสาวะทีมีขนาดใหญ่เกินไป
1.3.ใช้หลักการปลอดเชื้อไม่ดีพอ อาจเกิดการปนเปื้อนของสายสวนปัสสาวะ
1.4 ใช้วิธีการสวนทีไม่ถูกต้อง การใช้สารหล่อลื่นน้อยเกินไป เกิดการบาดเจ็บหรือระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อตามมา ได้
2. การรั่วชึมของปัสสาวะ (leakage of urine) การรั่วซึมของปัสสาวะ เป็นผลมาจากการอุดตันของสายสวนปัสลาวะ หรือ จากลูกโป่งที่ใหญ่เกินไปจะระคาย
เคืองกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการหดเกร็งของกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะปวดเกร็งและพยายามเบ่งเพือถ่ายปัสสาวะออกมา จะพบปัสสาวะซึมออกมารอบ
ๆ สายสวนปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยรำคาญและไม่สุขสบาย (distress and inconvenence) และต้องการการดูแลจากพยาบาลตลอดเวลา
3. ความไม่สุขสบายจากการสวนปัสสาวะ (discomfort) การใส่สายสวนปัสสาวะทำให้ระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ เกิดท่อปัสสาวะอักเสบ (urethritis) และ
ตีบตัน (stricture) ชึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการใช้สายสวนปัสาสวะ ที่มีขนาดใหญ่เกินไปการใช้สารหล่อลื่นในการสวนปัสสาวะน้อยเกินไปผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ
ออกแรงเบ่งขณะสอดใส่สายสวนปัสสาวะ รวมทั้งการขาดความนุ่มนวลเบามือของผู้สวนปัสสาวะทำให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดไม่สุขสบายขณะใส่สายสวนปัสสาวะได้