การให้ออกซิเจน

      

     การให้ออกซิเจนเพื่อการรักษา ทำได้หลายวิธี แต่ละวิธีจะมีอุปกรณ์แตกต่างกันไป ซึ่งมีหลักการดูแลร่วมที่ใช้ได้กับทุกวิธี

1 หลักการดูแล

- รักษาสภาพทางเดินหายใจให้โล่งตลอดเวลา

- ดูแลความสะอาดของจมูกและปากทุก 3-4 ชั่วโมง

- ตรวจดูตำแหน่งของท่อนำออกซิเจน รอยต่อต่าง ๆ ให้คงที่ ไม่มีการหลุด -

เลื่อน หรือเคลื่อนที่ไป

- เปลี่ยนและนำอุปกรณ์การให้ออกซิเจนไปทำความสะอาด และทำให้

ปลอดเชื้อ

- ดูแลจิตใจผู้ป่วยและครอบครัวให้มีความมั่นใจ ไม่วิตกกังวล รับฟังความ

ต้องการของผู้ป่วย

- ประเมินอาการผู้ป่วยเป็นระยะ ทั้งชีพจร ความรู้สึกตัว สีผิวที่เปลี่ยนไป

- อุปกรณ์หลักในการให้ออกซิเจน การให้ออกซิเจนไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม

จะต้องอาศัยอุปกรณ์หลักที่สำคัญ ๆ ดังนี้

2 ออกซิเจน

ออกซิเจนในทางการแพทย์ที่ใช้ในปัจจุบันมีความบริสุทธ์สูงถึง 99%

ถูกเก็บไว้ใน 2 ลักษณะ คือ

2.1 เก็บในถัง ในรูปก๊าซภายใต้แรงอัดความดันสูง.2 เก็บในลักษณะของเหลวซึ่งเมื่อระเหยเต็มที่จะได้ออกซิเจนในรูปก๊าซ

ก๊าซออกซิเจนจากแหล่งเก็บแรงอัดสูงทั้งสองแบบ เมื่อนำมาใช้กับผู้รับบริการ จะต้องปรับความดันให้คงที่โดยเครื่องปรับความดัน ให้ได้ความดันมาตรฐานสากลที่ 50 psi ( ปอนด์/ ตารางนิ้ว pound per square inch/PSI) และเมื่อนำมาใช้กับผู้รับบริการจะผ่านมาตรวัดการไหลของออกซิเจน (Flow meter) ซึ่งสามารถวัดและควบคุมการไหลของออกซิเจนในช่วงระหว่าง 0-15 ลิตรต่อนาที

2.2 เครื่องปรับอัตราการไหลของออกซิเจน

เป็นเครื่องปิด - เปิด และปรับอัตราไหลของออกซิเจนที่ผ่านมาตามท่อ โดยควบคุมการไหลของออกซิเจนในช่วงระหว่าง 0-15 ลิตรต่อนาที ปัจจุบันเครื่องปรับอัตราไหลของออกซิเจนสามารถปรับความเข้มข้นของออกซิเจนเป็น 100% และอื่น ๆ ได้

2.3 เครื่องทำความชื้น

ออกซิเจนที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ผ่านการกรอง และดูดความชื้นออกแล้ว ดังนั้นเมื่อจะนำมาใช้กับผู้รับบริการ จำเป็นจะต้องทำให้ออกซิเจนแห้งเหล่านี้ มีความชื้นอยู่ในระดับพอเหมาะที่จะไม่เป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจและปอด เครื่องทำความชื้นประกอบด้วยกระป๋องหรือขวดใส่น้ำสะอาดปราศจากเชื้อ และมีเครื่องควบคุมความชื้นที่ฝาปิด เครื่องนี้จะทำน้ำให้เป็นละออง และพาออกซิเจนไปตกในทางเดินหายใจ ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ การทำให้น้ำระเหยเป็นไอ (vapourization) ด้วยวิธีทำให้น้ำแตกเป็นฟอง แบบนี้ให้ความชื้น 30-40% และแบบที่ทำให้น้ำเป็นละอองฝอย (nebulization) แขวนลอยไปกับอากาศ มองเห็นเป็นควันขาว ละอองน้ำขนาดเล็กจะเข้าไปตกค้างในหลอดลมส่วนปลายและถุงลม จะให้ความชื้นสูงถึง 70-75% เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีเสมหะเหนียวมาก ๆ

2.4 ท่อนำออกซิเจน

ท่อนำออกซิเจนจากเครื่องทำความชื้น มาถึงตัวผู้ป่วย จะมีขนาดแตกต่างกันตามชนิดความชื้น แบ่งเป็นสองประเภทคือ

2.4.1 สายออกซิเจนขนาดเล็ก ใช้กับเครื่องทำความชื้นแบบเป็นไอลำเลียงออกซิเจนที่ความชื้นไม่มาก

2.4.2 สายออกซิเจนขนาดใหญ่หรือ corrugate tube

มีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ ลักษณะเป็นลูกฟูก บางครั้งเรียกงวงช้าง ใช้ลำเลียงออกซิเจนที่ผ่านความชื้นในลักษณะละอองน้ำ เพราะถ้าสายออกซิเจนขนาดเล็ก จะทำให้มีแรงต้านในสายออกซิเจนสูง เกิดแรงดันบวกย้อนเข้าไปในระบบ nebulization การเกิดละอองน้ำ (arosol) ลดลง ความชื้นของออกซิเจนลดลง ถ้าเป็นเครื่องที่ปรับความเข้มข้นออกซิเจนได้ แรงดันบวกย้อนกลับ จะทำให้เครื่องไม่สามารถดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาผสมกับออกซิเจนได้ มีผลทำให้ได้อากาศที่มีอัตราการไหลน้อยกว่าที่ควร และความเข้มข้นของออกซิเจนสูงกว่าที่คาดหมาย นอกจากนี้ละอองน้ำที่เกิดขึ้นอาจเข้าไปจับเป็นหยดจนเต็มสายออกซิเจน ทำให้ออกซิเจนไหลไปไม่ถึงผู้ป่วย แต่ไหลออกสู่บรรยากาศทางช่องรูผสมอากาศแทน ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ออกซิเจนซึ่งเป็นอันตรายมาก

3. วิธีให้

การให้ออกซิเจนมีหลายวิถีทางขึ้นกับสภาพของผู้ป่วย

3.1 การให้ออกซิเจนผ่านทางเดินหายใจปกติ

ออกซิเจนจะผ่านทางโพรงจมูกและลำคอ ทำให้อากาศและออกซิเจนได้รับความชื้นเพิ่มเติมอย่างเพียงพอก่อนเข้าสู่ปอด การเลือกวิธีการทำความชื้นของออกซิเจน จึงไม่ต้องพิถีพิถันมาก ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมของอุปกรณ์ นั้น ๆ อุปกรณ์การให้ออกซิเจนที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่

3.1.1 Nasal cannula ประกอบด้วยท่อส่งออกซิเจนขนาดเล็กที่ปลายเปิด

ในรูจมูก ในช่วงหายใจออกออกซิเจนที่ไหลมาตามท่อบางส่วน จะถูกชะออกไปตามลมหายใจ บางส่วนจะถูกเก็บไว้ในโพรงจมูกซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บออกซิเจน ส่วนในช่วงหายใจเข้าผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนจาก nasal cannula โดยตรง รวมกับอากาศจากโพรงจมูกซึ่งมีออกซิเจนสูง ทำให้ ผลรวมของระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในลมหายใจเข้า สูงกว่าที่คำนวนได้จากอัตราการไหลของออกซิเจนโดยตรง เนื่องจากโพรงจมูกมีเนื้อที่น้อยการเป็นแหล่งเก็บออกซิเจนจึงจำกัดการเปิดออกซิเจนให้ไหลเกิน 5-6 ลิตรต่อนาที จึงมีผลในการเพิ่มระดับความเข้มข้นของออกซิเจนน้อย แต่จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก จมูกแห้ง โดยทั่วไประดับความเข้มข้นของออกซิเจน สูงสุดที่ได้จากการใช้ nasal cannula มักไม่เกิน 0.4 ดังนั้นถ้าต้องการระดับความเข้มข้นของออกซิเจนสูงกว่านี้ ควรเลือกใช้อุปกรณ์อื่นแทน ส่วนเครื่องทำความชื้นที่ใช้กับ nasal cannula ควรเป็นแบบ humidifier ไม่ควรใช้ nebulizer เพราะท่อลำเลียงก๊าซมีขนาดเล็ก

3.1.2 Simple mask

ประกอบด้วยหน้ากากครอบบนจมูกและคางซึ่งต่อกับสายออกซิเจน ช่องว่างระหว่าง mask กับจมูกจะทำหน้าที่เป็นที่เก็บออกซิเจนเพิ่มเติมไปจากโพรงจมูกของผู้ป่วยเอง ทำให้ระดับความเข้มข้นของออกซิเจนที่ได้ เมื่อเปิดออกซิเจนให้ไหลด้วยอัตราเร็วเต็มที่ สูงกว่าการใช้ nasal cannula และอาจจะสูงถึง 0.55 ข้อควรระวังสำหรับการใช้ mask คืออัตราการไหลของออกซิเจนที่เข้าสู่ mask ต้องสูงกว่า 5-6 ลิตร/ นาที เพื่อที่จะชะล้างขับไล่คาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกได้ทัน มิฉะนั้นอาจเกิดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดแดงได้ เครื่องทำความชื้นที่ใช้กับ simple mask อาจจะเป็นชนิด humidifier หรือ nebulizer ชนิดท่อลำเลียงก๊าซจึงขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องทำความชื้น

3.1.3 Partial rebreathing mask

ประกอบด้วย simple mask ที่มีถุงเก็บออกซิเจนต่อที่ปลาย ถุงนี้มักจะมีความจุ 600-800 ซีซี ทำหน้าที่เป็นที่เก็บออกซิเจนเพิ่มเติมไปจากโพรงจมูกและช่องว่างของ mask ในช่วงหายใจออกออกซิเจนที่ไหลมาตามท่อและลมหายใจออกส่วนต้น ซึ่งมีออกซิเจนสูงและคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำจะถูกเก็บเข้าไปในถุงทำให้ถุงโป่ง ส่วนในช่วงหายใจเข้าผู้ป่วยจะได้ออกซิเจน ทั้งจาก mask และถุง ทำให้อากาศที่ผู้ป่วยหายใจเข้าไปมีความเข้มข้นของออกซิเจนสูงยิ่งขึ้น และอาจสูงถึง 0.65 เมื่อเปิดให้ออกซิเจนไหลเต็มที่ ในทำนอง เดียวกับ simple mask ออกซิเจนที่มาป้อน partial rebreathing mask ไม่ควรต่ำกว่า 6 ลิตรต่อนาทีและควรมากพอที่จะทำให้ถุงที่ต่อไว้โป่งตลอดเวลาที่ในช่วงหายใจเข้าและหายใจออก จึงจะได้ความเข้มข้นของออกซิเจนที่สูงที่สุด และไม่มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ อุปกรณ์ทำความชื้นที่ใช้กับ mask ชนิดนี้ควรจะเป็นชนิด humidifier และใช้กับท่อลำเลียงก๊าซขนาดเล็ก

3.1.4 non rebreathing mask

ประกอบด้วยอุปกรณ์แบบ partial rebrea-thing mask แต่มีลิ้นทางเดียว (one way valve) ติดเพิ่มที่ 2 ตำแหน่งคือ

- ที่ปากถุงต่อกับ mask สำหรับเปิดให้ออกซิเจนเดินทางเข้า mask

ได้ ทิศทางเดียว ลมหายใจออกจะย้อนกลับเข้าไปในถุงไม่ได้

- ที่รูหายใจออกข้าง ๆ mask สำหรับเปิดให้ลมหายใจออกไหล

ออกสู่บรรยากาศได้ทางเดียว อากาศภายนอก mask จะไหลเข้ามาปะปนไม่ได้ โดย mask ชนิดนี้ ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนบริสุทธิ์จากถุงในช่วงหายใจเข้าและไม่มีการสูดกลับของลมหายใจออก อากาศที่ได้จึงมีความเข้มข้นสูงมากอาจจะถึง 1.0 ได้ ถ้าเปิดออกซิเจนไหลเต็มที่ อย่างไรก็ดี mask ชนิดนี้ไม่นิยมใช้กันมากนัก เนื่องจากจะต้องใช้หน้ากากขนาดพอเหมาะที่ครอบสนิทกับใบหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วหรืออากาศเข้าไปปะปน และผู้ป่วยอาจเหนื่อยมากขึ้นเพราะต้องออกแรงในการเปิด one way valve ทั้งในช่วงหายใจเข้าและหายใจออก นอกจากนั้นในความเป็นจริงผู้ป่วย ส่วนมากที่ต้องการออกซิเจนระดับเข้มข้นเกิน 0.6 มักจะหายใจด้วยตนเองไม่ได้ ต้องใส่ท่อ หลอดลมและใช้เครื่องช่วยหายใจ

3.1.5 Venturi mask ประกอบด้วย simple mask ที่มีตัวทำละอองน้ำ

ต่ออยู่ที่ทางเข้าของออกซิเจน ออกซิเจนที่ใช้จำเป็นต้องต่อโดยตรงจาก flow meter โดยไม่ผ่านเครื่องทำความชื้น ทั้งนี้ เพราะต้องการความแรงของก๊าซในการทำให้เกิด venturi effect ( การทำให้เกิดละอองน้ำ) ในปัจจุบันตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การพ่นยา

3.2 การให้ออกซิเจนผ่านทาง endotracheal tube (ET) หรือ tracheostomytube (TT)

ออกซิเจนที่จะให้ผ่านทาง endotracheal หรือ tracheostomy tube นี้จะ ไม่ได้รับความชื้นจากโพรงจมูก จึงต้องให้ความชื้นแก่ออกซิเจนอย่างเต็มที่มาก่อนจะให้ผู้ป่วย เครื่องทำความชื้นที่เหมาะสมในกรณีนี้ อาจเป็น nebulizer หรือ heat humidifier ท่อลำเลียงออกซิเจนควรเป็นท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง เช่น corrugate tube เพื่อป้องกันการอุดตันของท่อจากไอน้ำกลั่นตัว อุปกรณ์สำหรับให้ออกซิเจน ได้แก่

 

3.2.1 T-tube หรือ T-piece

ประกอบด้วยข้อต่อหัวรูป T ซึ่งตัวของตัวทีสวมกับปลายเปิดของ ET หรือ TT โดยที่ปลายหาง T ข้างหนึ่งต่อกับท่อลำเลียงออกซิเจน ซึ่งนำออกซิเจนมาจากเครื่องทำความชื้น ปลายหางอีกข้างต่อกับ extension tube ซึ่งทำหน้าที่เก็บออกซิเจนหรืออาจเรียก oxygen reservoir tube โดยการให้ออกซิเจนวิธีนี้ ผู้ป่วยจะได้ความเข้มข้นของออกซิเจนค่อนข้างสูงหรือใกล้เคียงกับความเข้มข้นออกซิเจนของอากาศที่ส่งมาจากเครื่องทำความชื้น นอกจากนั้นอัตราการไหลของอากาศที่ป้อน T-tube ไม่ควรต่ำกว่า 5-6 ลิตรต่อนาที การคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดแดงจึงจะไม่เกิดขึ้น

3.2.2 Tracheal mask

ประกอบด้วยหน้ากากเล็ก ๆ ที่สวมอยู่รอบ ๆปากเปิดของ Tracheostomy tube ออกซิเจนที่ป้อน mask จะมาจากเครื่องทำความชื้น แล้วส่งผ่าน มาตาม corrugate tube ซึ่งปลายเปิดเข้าไปใน mask เนื่องจาก mask นี้ไม่ได้สวมสนิทกับรูเปิดของ tracheostomy tube การดูดอากาศรอบด้านเข้าไปผสมกับออกซิเจนในช่วงหายใจเข้าจึงมีมากกว่า การใช้ T-piece ผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนโดยวิธีนี้จึงมักจะได้ระดับความเข้มข้นของออกซิเจนที่ ต่ำกว่าระดับความเข้มข้นของอากาศที่ส่งมาจากเครื่องทำความชื้น วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับใช้เฉพาะ ผู้ป่วยที่ไม่มีปัญหาการพร่องออกซิเจนมากและใกล้จะเอาท่อหลอดลมออกแล้ว

การเลือกใช้อุปกรณ์การให้ออกซิเจนชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายว่าต้องการออกซิเจนมากน้อยเพียงใด นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายและการยอมรับของผู้ป่วยด้วย การแก้ไขภาวะการพร่องออกซิเจนในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มอย่างเฉียบพลัน ทั่วไป มักจะถือหลักการให้ออกซิเจนให้เกินพอกว่าความต้องการของผู้ป่วย โดยไม่ต้องจำกัดหรือเคร่งครัดกับระดับความเข้มข้นของออกซิเจนมากนัก ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังบางรายที่เป็นขั้นรุนแรง และมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในกระแสเลือดแดงอย่างเรื้อรังอยู่แล้ว เมื่อมีภาวะพร่องออกซิเจนเกิดขึ้น ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องการออกซิเจนจำนวนเล็กน้อยไม่เกิน 2 ลิตร/ นาที พอให้ผู้ป่วยเหนื่อยน้อยลงและหายเขียว หรือรักษาระดับออกซิเจนในเลือดแดงให้มีความดันเพียง 55-60 มม. ปรอทเท่านั้น การให้ออกซิเจนมากกว่านี้จะไปยับยั้งการกระตุ้นศูนย์หายใจทำให้หยุดหายใจได้

BACK  NEXT