การปฏิบัติก่อนการวัดความดันโลหิต

 

1. ผู้ป่วยต้องไม่สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ หรือออกกำลังกาย ภายใน 30 นาที ก่อนการวัด

2. ผู้ป่วยต้องพักผ่อนก่อนวัดอย่างน้อย 5 นาที

3. ขนาดของผ้าพัน (cuff) ที่เหมาะสม กล่าวคือ ถุงยางภายในผ้าพัน ( bladder )

ควรยาวพันได้รอบแขนโดยไม่ทับกัน หรืออย่างน้อยพันรอบ 2/3 ของแขนหรือขา

และความกว้างควรมากกว่า 20 % ของเส้นผ่าศูนย์กลางตรงจุดกึ่งกลางของแขนและขา

4.หลีกเลี่ยงการวัดความดันโลหิตที่แขนหรือขาซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือเป็นโรคอยู่ด้านเดียวกับเต้านม

รักแร้หรือตะโพกที่ได้รับการผ่าตัด ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เข้าเฝือก มี arteriovenous

shunt

วิธีทำ

1. บอกผู้ป่วยให้ทราบ

2. ให้ผู้ป่วยนอนหรือนั่งในท่าที่สบายก่อนการวัดอย่างน้อย 5 นาที

3. ล้างมือ และเช็ดมือให้แห้ง

4. เลือกตำแหน่งที่วัดความดันโลหิตให้เหมาะสม ส่วนใหญ่วัดที่แขนถ้าไม่มีข้อห้าม

5. วางแขนผู้ป่วยให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ แขนเหยียด ฝ่ามือหงายขึ้น

6. ดึงแขนเสื้อขึ้น เปิดให้เห็นต้นแขน

7. ใช้ปลายนิ้วคลำหา brachial artery ปกติอยู่ตรงร่องด้านในเหนือข้อพับแขนเล็กน้อย

8. พันผ้าพันที่ไม่มีลมข้างใน รอบต้นแขน เหนือข้อพับแขน 1 นิ้ว โดยให้จุดกึ่งกลางของถุงยาง

นผ้าพันอยู่เหนือหลอดเลือดแดงbrachial และสายยางที่ต่อกับลูกยางชี้ลงทางปลายแขน

9. พันผ้าพันให้เรียบไม่แน่นหรือหลวมเกินไป

10. วางเครื่องวัดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับสายตา

11. หมุนปุ่ม ( valve ) ตามเข็มนาฬิกาเพื่อปิดไม่ให้ลมออกจากถุงยางในผ้าพัน ขณะที่บีบลูกยาง

12. ถ้าเป็นการวัดความดันโลหิตครั้งแรกหรือไม่ทราบค่าความดันโลหิตตัวบน ( systolic )

มาก่อนให้ใช้ปลายนิ้วชี้ และนิ้วกลางคลำชีพจรที่หลอดเลือดแดง brachial หรือ radial

ขระที่บีบลูกยางให้ลมเข้าอย่างรวดเร็วจนคลำชีพจรไม่ได้ แล้วบีบลูกยางต่อไปจน

ความดันเพิ่มขึ้นมากกว่าจุดที่คลำชีพจรไม่ได้ 30 มิลลิเมตรปรอท คลายปุ่มปล่อยลมออกช้าๆ

อ่านค่าความดันเมื่อปลายนิ้วรับรู้กับการเต้นของชีพจรตุบแรกอีกครั้ง เป็นค่าความดันโลหิต

ตัวบนที่ได้จากการคลำแล้วหมุนปุ่มปล่อยลมออกจนหมดอย่างรวดเร็วรออย่างน้อย 30 วินาที

ก่อนวัดครั้งต่อไป การวัดความดันโลหิตโดยการคลำจะได้ค่าความดันโลหิตตัวบนเท่านั้น

13. ใส่หูฟัง โดยหันปลายหูฟังด้านที่จะใส่เข้ากับหูให้เฉียงออกทางด้านนอกเล็กน้อย

14. วางหูฟังด้าน bell บนหลอดเลือดแดง brachial จะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจนกว่าใช้ด้าน

diaphragm เพราะเสียงที่ได้ยินจากการวัดความดันโลหิตเป็นเสียงที่มีความถี่ต่ำ

ห้ามวางบนผ้าพันหรือเสือผ้า ใช้มือจับให้ bell แนบสนิทกับเนื้อ

15. หมุนปุ่มตามเข็มนาฬิกา บีบลูกยางให้ลมเข้าถุงยางในผ้าพันอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง

วามดันที่เครื่องวัดเพิ่มสูงกว่าค่าความดันใลหิตตัวบน 30 มิลลิเมตรปรอท หยุดบีบลูกยาง

ขณะนี้จะไม่ได้ยินเสียงตุบตุบ เพราะไม่มีเลือดไหลผ่านหลอดเลือด

16. คลายปุ่มทวนเข็มนาฬิกาช้าๆ เพื่อปล่อยลมออก ให้ความดันลดลงในอัตรา 2-3 มิลลิเมตรปรอท ต่อวินาที

17. ขณะที่ปรอทหรือเข็มของเครื่องวัดค่อยๆ ลดลง ให้อ่านค่าความดันตรงเสียงที่ได้ยินครั้งแรก

ผ่านหูฟัง ( phase 1 ) คือค่าsystolic pressure (เป็นค่าความดันโลหิตตัวบนตรงกับระ

ที่หัวใจบีบตัว) และจะได้ยินเสียงตุบตุบต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งเสียงหายไป ให้อ่านค่าตรงที่เสียงหาย

( phase 5 ) คือค่า diastolic pressure(เป็นค่าความดันโลหิตตัวล่างตรงกับระยะที่หัวใจคลายตัว)

กรณีที่ฟังได้ทั้งเสียงเปลี่ยน ( phase 4 ) และเสียงหาย ให้อ่านทั้ง 2 ค่า เป็นค่า diastolic pressure

ที่ได้ยินครั้งที่ 1 และ 2 ตามลำดับ

18. หลังจากอ่านค่า diastolic pressure คลายปุ่มปล่อยลมออกให้หมดอย่างรวดเร็วปรอทหรือเข้มอยู่ที่เลขศูนย์ทุกครั้ง

19. หากต้องการวัดซ้ำ ควรรออย่างน้อย 30 วินาที

20.นำผ้าพันออกจากแขนผู้ป่วย พับให้เรีบยร้อย และเก็บเครื่องวัดความดันโลหิตเข้าที่

21. ล้างมือ และเช็ดมือให้แห้ง

22. รายงานค่าความดันโลหิตที่ผิดปกติให้หัวหน้าทีมการพยาบาลทราบ เช่น

systolic pressure สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท

diastolic pressure สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท

systolic pressure ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท

23. บันทึกผลที่วัดลงบนแผ่นบันทึกสัญญาณชีพ หรือแผ่นบันทึกการพยาบาล

เช่น ความดันโลหิต 150/90 มม. ปรอทหรือ 150/110/90 มม.ปร

( ความดันโลหิตตัวล่าง ฟังได้ทั้งเสียงเปลี่ยน คือ 110 และเสียงหาย คือ 90)

กรณีที่แขนขวาความดันโลหิตไม่เท่ากันให้เขียนบอกว่าวัดจากแขนใด

 

ารวัดความดันโลหิต